19 Jun 08
ตอนเย็นวันพฤหัสบดี มีนัดกับวาสที่เดอะมอลล์บางกะปิ ก่อนไปบ้านเพื่อนแวะทานสุกี้กัน
ทานอาหารเสร็จไปบ้านวาส นั่งรถตู้ไปและพี่ชัยมารับที่คาร์ฟรูมีนบุรี ถ้าจำไม่ผิดไปนอน
บ้านวาส แถวๆๆ หนองจอง เพราะวันศุกรเช้าพวกเราเดินทางไปวัดชัยอัมพวัน
จังหวัดสิงคบุรี ไปกรรมฐานครั้งนี้แผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของเรา
เป็นการเพิ่มความสุขให้ชีวิตที่มีอยู่ปัจจุบันให้มากขึ้น ทำให้สวยทั้งจิตใจและกาย
เป็นอีกรูปแบบชีวิตของเราที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน เรื่องการปฎิบัติธรรม กรรมฐานของเรา
20 Jun 08
ตื่นนอนแต่เช้า เพื่อนเตรียมตัวเดินทางไปวัดอัมพวันกัน พี่ชัยเป็นคนขับรถพาพวกเราไป
ก่อนจะไปปฏิบัติกรรมฐาน แวะไหว้พระ เริ่มที่วัดใหญ่ชัยมงคล


เสร็จจากการไหว้พระที่วัดใหญ่ชัยมงคล ก็ไปไหว้พระกันที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร

ไหว้พระเสร็จ เดินทางไปวัดอัมพวัน ที่สิงคบุรีกัน
ต่อจากนั้นไปลงทะเบียนเพื่อปฎิบัติธรรมกัน วันศุกร์เป็นวันที่คนมานั่งสมาธิกันเยอะมาก
สมัยนี้วัยรุ่นทั้งชายและหญิงก็นิยมมานั่งสมาธิกัน
หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ก็รับผ้าขาว ก่อนที่จะรับศิลถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะรับ
ศิลแล้วต้องสำรวม และงดเครื่องหอมและเครื่องสำอางปรุ่งแต่งร่างกาย ถือว่าเป็นการพักผ่อน
ของผิวหน้าจากเครื่องสำอางได้ดีทีเดียวผมก็รวบให้เรียบร้อย และไม่รับโทรศัพทตลอดการอยู่วัด
ชีวิตแห่งความวุ่นวายหายไป




ตอนเย็นวันแรกก็จะมีการขอสมาทานศีลแปด สวดมนต์ หลังจากนั้น คนที่ไม่เคยมา
ปฏิบัติธรรมเขาให้แยกไปชั้นสอง ส่วนเรา วาส และพี่ชัยปฏิบัติธรรมอยู่ชั้นล่าง
วาส และพี่ชัยเคยมาปฏิบัติธรรมแล้วครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สอง
ส่วนเราเคยไปปฏิบัติธรรม ตั้งแต่สมัยที่วัยรุ่นไม่นิยมไปแล้ว ตอนนั้นเพิ่งจบมัธยมศึกษาปีที่หกใหม่ๆๆ
มากทมใหม่ๆๆ มาช่วยพี่ชายขายกล้องถ่ายรูป และพักกับพี่ชายและพี่สะใภ้
พี่ชายให้ไปเป็นเพื่อนพี่สะใภ้ ไปครั้งแรกไปปฏิบัติธรรม 7 วัน พี่ชายของเราสองคนมีการ
พนันกันว่าเราต้องร้องให้กลับบ้าน และโทรให้ไปรับกลับ ตอนนั้น โดยเฉพาะพวกพี่ชาย
ช่วงนั้นจำได้แม่นเพราะหลวงพ่อจรัญ เป็นคนสอนกรรมฐาน และการปฏิบัติธรรม คนมาปฏิบัติธรรม
ไม่เยอะ ประมาณ 30 คนเห็นจะได้ สมัยนั้นถือว่าเป็นวัยรุ่นที่อายุน้อยกว่าคนอื่นๆๆ ที่ไปปฏิบัติธรรม
ส่วนใหญ่คนที่ไปจะมีอายุมากแล้ว ช่วงนั่งสมาธิจะรู้สึกเจ็บปวดมือและขามาก
และกำหนดว่าเจ็บหนอ ประมาณว่าเจ็บจนชา และไม่รู้สึกว่ามีขาและแขนอีก รู้สึกว่าแขนและขาหายไปจากร่างกาย
ด้วยความกลัวรีบกระดิก หลังจากปฏิบัติเสร็จบอกให้น้าสะใภ้และแม่ชีว่า มือและขาหายไป แต่เรากระดิกเสียก่อน
แม่ชี บอกว่า ทำได้ดีแล้ว ปล่อยให้หายไปให้ และกำหนดลลมหายใจยุบหนอ พองหนอ ไปเรื่อยๆๆ
พูดถึงเรื่องราวการมาปฎิบัติในอดีตของเรา ครั้งนี้เรามาปฎิบัติธรรมครั้งที่ 5 แล้วละ
หลังจากสวดมนต์ ทำวัดเย็นเรียบร้อย
เริ่มเดินจงกรม และนั่งสมาธิ เมื่อครบเวลาที่เขากำหนด แผ่เมตตา และสวดอุทิศส่วนกุศล
ตอนนั่งสมาธิก็มีบ้างที่หลุดหลับไป ช่วงสมาธิ กับการหลับเราว่าใกล้กันมาก แต่เราต้องตั้งสติ
และเรียกกลับคืนมาใหม่ และกำหนดจิตใหม่ ตลอดการนั่งเราไม่กระดึกร่างกาย
และไม่ลืมตา เพราะเรามาครั้งนี้ตั้งใจเต็มที่ เพื่อการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลของเราจะสำริผล
หลังจากนั่งสมาธิก็จะมีการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ ครูอาจารย์ ญาติ
เทวดา เจ้ากรรมนายเวร เปรต สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง และเราก็จะอธิฐานเพิ่มให้กับ คนที่เรารัก
คนที่รักเรา บรรพบุรุษหรือญาติที่ล่วงลับ คนที่รู้จักเรา เรารู้จัก
ให้พวกเขามีความสุข
ถ้าเราได้ทำกรรมหรือไปล่วงเกินเขา เราจะได้ไม่มีเวรและกรรมร่วมกันอีก
เราก็ไปนั่งสมาธิที่วัดนี้ตลอด มี 2 ปีหลังที่ไม่ได้ไปเพราะคนเยอะ ปีนี้มีโอกาสไป ประกอบกับเพื่อนชวน

21 JUN 08
ตื่นนอนตอนตี 3 ทำธุระส่วนตัว ไม่ต้องเสียเวลามาก เพราะไม่แต่งหน้า ทาแป้ง แค่รวบผมให้เรียบร้อย
เมื่อทำธุระเรียบร้อยสองคนวาสเดินไปศาลาปฎิบัติ และรอเวลา 4.00
เมื่อทุกคนมาพร้อมกัน เริ่มสวดมนต์ทำวัตรเช้า ต่อด้วยเดินจงกรม นั่งกรรมฐาน
จนถึงเวลา 6.30 ตอนท้ายของการนั่งสมาธิ แผ่เมตตา สวดอุทิศส่วนกุศล
ทานอาหารเช้า ที่ทางวัดจัดให้ หลังจากนั้นช่วยล้างถ้วย ไปตักบาตร และ พักผ่อน
8.00 น. กราบพระ เดินจงกรม นั่งกรรมฐาน จนถึงเวลา 11.00 น ตอนท้ายของการนั่งสมาธิ
แผ่เมตตา สวดอุทิศส่วนกุศล
ทานอาหารเที่ยง ที่วัดจัดให้ และพักผ่อน
13.00 น. กราบพระ เดินจงกรม นั่งกรรมฐาน จนถึงเวลา 16.00 น ตอนท้ายของการนั่งสมาธิ
แผ่เมตตา สวดอุทิศส่วนกุศล
ตอนเย็นดืมนำปานะ และพักผ่อน
18.00 น. สวดมนต์ทำวัดเย็น(แปล) เดินจงกรม นั่งกรรมฐาน จนถึงเวลา 21.30 น ต่อจากนั้นก็ไปนอนหลับพักผ่อน
ช่วงเวลาในการนั่งสมาธิ หลัง นาทีไปแล้วเราจะปวดขาซ้ายสุดๆๆ แต่อดทน จนผ่านความเจ็บปวดของขาซ้ายมา
ได้ ตามที่หนังสือสวดมนต์ของหลวงพ่อว่ายังไม่มีใครตายเพราะการปฏิบัติวิปัสสสนากรรมฐาน
22 Jun 08
ตื่นตีสามครึ่ง ทำธุระเรียบร้อย ไปศาลาเพื่อทำวัดเช้า หลังจากนั้นก็เดินจงกรม
และนั่งสมาธิ กำหนดจิต สำหรับการนั่งสมาธิของเรา 30 นาทีแรก รู้สึกสบาย
หลังจากนั้นอาการปวดขาซ้ายเริ่มทวีคูณ
แต่ต้องทนและต่อสู้กับมันจนหมดเวลาในการนั่งสมาธิ ต่อจากนั้นก็แผ่เมตตา และสวดอุทิศส่วนกุศล
เสร็จเรียบร้อย ไปทานอาหารเช้า ทานเสร็จช่วยล้างจาน
และไปตักบาตร เขาว่าถือศิลแปดแล้วไปตักบาตร เขาว่าได้กุศลมาก

การที่มาอยู่วัด นอกจากเราจะได้ปฏิบัติธรรมแล้ว ยังได้รู้ซึ่งถึงความสุขใจอย่างบอกไม่
ถูก ความสงบของจิตใจ การให้ การเสียสละ การอยู่ในคนหมู่มาก เน้นว่ามากจริงๆ เพราะ
คนมากันเยอะเป็นพัน มันแออัด เราก็ต้องอดทน ให้อภัยกัน มันเป็นการฝึกที่ดีอีกอย่าง
หนึ่งเลยแหล่ะ ค่าของมนุษย์วัดกันที่ความสูงส่งของจิตใจว่าใครจะมีได้มากกว่ากัน ครั้งนี้
ถือว่าการมานั่งกรรมฐานของเราครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี โดยไม่ลืมตา และเคลื่อนไหว
ร่างกายในขณะที่เราที่เราเจ็บปวดขาซ้ายแทบตาย
7.00 น ก่อนเข้าศาลา ชำระหนี้สงฆ์บริจาคเงินให้วัด เพราะเรามากิน นอน และใช้น้ำและ
ไฟของวัด เสร็จเรียบร้อย เข้าศาลา เพื่อทำการลาศิลแปด เมือเรียบร้อย
ทำการเปลี่ยนชุด และเอาชุดขาวไปคืน เอากระเป๋าไปเก็บที่รถ
พวกเราแวะไปทานอาหารที่โรงทาน ทานอาหารเสร็จ
ไปรอกราบนมัสการหลวงพ่อ ที่ศาลา ในศาลามีคนที่ไปรอหลวงพ่อเยอะมาก
กราบหลวงพ่อเรียบร้อย ออกเดินทางจากวัดอัมพวัน ไปวัดพระนอน

หลังจากนั้นแวะไปไหว้พระวัดพิกุลทอง


สบทบทุนสร้างพระพิฆเณต พระให้องค์พระพิฆเณต มาด้วยและเช่าพระนางกวักให้แม่
และน้องสาวคนละองค์ เห็นพระนางกวักแล้วคิดถึงแม่ เพราะแม่ชอบค้าขาย
ตบท้ายด้วยการไปไหว้พระวัดไชโย

ไหว้พระเสร็จเรียบร้อยเดินทางกลับกทม โดยสวัสดิภาพ การไปวัดครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่
ชัยอย่างมาก ที่ขับรถพาไปวัดโน้นวัดนี้แล้วพาไปนั่งกรรมฐานด้วย
ไปวัดสามวันรู้สึกว่าน้อยมาก เดี่ยวครั้งหน้าหาเวลาว่างได้จะไปสักเจ็ดวัน เพราะถ้าอายุ
มากๆๆ เราไม่ไปนั่งกรรมฐานแล้วละ ประมาณว่าสังขารคงไม่ไหว เดินนั่งคงรำบาก
ตอนนี้มีแรงถ้ามีเวลาว่างก็ จะหาโอกาศไปอีกหลังจากกลับมาก็จากวัดครั้งนี้ตั้งใจจะจงกรมและนั่งสมาธิอย่างละ 30 นาที
ใช้เวลาวันละชั่วโมง เพื่อที่เราจะได้แผ่เมตตา และสวดอุทิศส่วนกุศล..................
